หลังจากต้องนั่งรถไปโคราช เจอทั้งรถ เจอทั้งคน เจอทั้งน้ำ

ก็มานั่งพิจารณาตัวเองดูว่า ครั้งนี้ที่ไปนี่ได้หรือเสียประโยชน์อะไรแค่ไหน

วิบากกรรมมีมากเท่าไหร่ และหมดไปหรือยัง และเกิดความจริงทางปัญญาหลายอย่าง

 

1.รถทัวร์ชั้น 2 แม่งแน่นมากกก ไม่มีวิบากกรรมจริงๆ ไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงโดยความตั้งใจ...

2.คนขายตั๋วรถทัวร์ชั้น 2 มันไม่เคยรู้ว่ารถ 1 คัน มันมีที่นั่งไม่เกิน 44 ที่ มันจะขายไปเรื่อยๆ จนกว่า...จะไม่มีคนมาซื้อตั๋วมันไปเอง (น่าสาปสูญไปยิ่งนัก)

3.ถนนที่มีน้ำท่วมขัง มันทำให้การเดินทางช้าออกไปอีกได้อย่างไม่น่าเชื่อ

4.ไปแค่โคราชใช้เวลาพอๆ กับนั่งรถไปลงผานกเค้า เพียงแต่ลงรถแล้วไม่เห็นภูกระดึง เห็นแต่ลังกระดาษที่คนแบกผ่านหน้าอย่างจงใจ

5.การเดินทางถึงที่หมายตอนกลางคืน ทำให้ความสามารถจำแนกทิศทางลดลงเป็น 0% โอกาสที่คนสายตาสั้นจะหาถนนที่จะไปเจอ ไม่มี!

6.ถึงโคราชจะเป็นเมืองใหญ่และเป็นศูนย์การเดินทาง แต่อย่าคิดว่าทุกถนนจะหาหมี่เกี๋ยวชายสี่ได้เหมือนสีลมบ้านลม เพราะฉะนั้นการเดินหาของกินได้ ก็แย่พอๆ กับการไม่รู้ทิศทางนั่นแหล่ะ

7.เวลามีใครบอกเราว่ามีอย่างงั้นดี อย่างนี้ดี ควรเผื่อใจไว้เยอะๆ อย่างมาก (แค่ขั้นธรรมดาคงไม่พอ)

8.ใครบอกว่ามีปลาฉลาม โลมา กระเบน มาโชว์ ควรถามมันด้วยว่า มันยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า  (Y_Y)

9.จริงๆ นิทรรศการจัดแค่สองวันก็น่าจะพอ ในเมื่อทุกคนคิดเก็บของกลับตั้งแต่งานยังไม่เริ่มเลยนี่่น่า

10.เวลาเดินชมงานไม่ต้องกินอาหารมากก็ได้ เพราะเดินไปเรื่อยๆ เด๋วก็มีอะไรให้กิน (เยอะจริงๆ นะ ยกเว้นถ้าไปเดินงานมอเตอร์โชว์คงต้องเตรียมไปเอง เราคงกินยางรถยนต์ไม่ได้ จริงมะ) 

11.งานนิทรรศการวิชาการ แต่คนไปเดินมักถามคำถามอยู่อย่างเดียวว่า "ต้นไม้ที่ประดับอยู่แจกฟรีหรือเปล่า หรือมีอะไรแจกมั่งหรือเปล่า"

12.และบางทีบู้ทมันก็ดูแลตัวเองได้นะ ไม่ต้องใส่ใจมันมาก

13.หากต้องพรีเซนต์งาน ควรทำแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด การทำอะไรคืนวันสุดท้าย เท่ากับค่าตัวตายทางสุขภาพชัดๆ

14.และหากเราต้องพรีเซนต์งาน ถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็ควรอาราธนาหลวงพ่อให้หารถดีๆ โบกได้สักคัน การต้องเดินทางนั่งหลังกระบะมันอาจสนุก แต่ดูอนาถพิกล

15.พื้นที่จัดแสดงงานไม่ใช่ที่ๆ เราจะพักสายตาได้นะ แต่ถ้าอดนอนมาทั้งคืน ข้อนี้ข้ามๆ ไปบ้างก็ได้

16.หากมีของบู้ทไหนที่เราอยากจะชิม ลองจ้องสิ่งนั้นตาไม่กระพริบซิ เดี๋ยวก็ได้กินหรือไม่เค้าก็จะเดินมาบอกว่ากินไม่ได้ครับ

17.ควรตีซี้กับบู้ทข้างเคียงบ้าง เผื่อเราอยากไปห้องน้ำนานๆ จะได้ฝากกันได้ แต่บู้ทมันก็ดูแลตัวเองได้อยู่แล้วนี่เนอะ

18.แต่ถ้าตีซี้มากเกินไป เราอาจไม่มีเวลาพัก เพราะคนโน้นก็มาคุย คนนี้ก็มาคุย หาที่งีบสักที่มันลำบากเต็มทีแหะ

19.วันสุดท้ายถ้าไม่อยู่แสดงความเป็นเจ้าของบู้ท คนเดินผ่านไปมาอาจนึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในบู้ทเรานั้นแจกฟรีทุกอย่างอาจหายไปในพริบตา แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะทุกสิ่งที่เป็นวิชาการมันยังอยู่ดีเหมือนเดิม แม้วางหนังสือแจกฟรีก็ไม่มีใครหยิบไปครับ

14.การเก็บบู้ทกรุณากระทำตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินจะดีที่สุด เลยจากนั้นเป็นการหาความลำบากโดยใช่เหตุ

15.ถนนที่คิดว่าใกล้กว่า บางทีมันก็ไม่ได้ใกล้อย่างที่คิด ถ้าเผอิญมันต้องวิ่งสวนกับรถบรรทุกตลอดเวลา

16.การนอนในโรงแรมคนเดียวไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่การที่มีคนมาเคาะห้องแล้วเราไม่ได้ดูที่ตาแมวอันนั้นน่ากลัวกว่าเยอะ

17.และถ้าคิดว่าเพื่อนอาจกลัวผีถ้านอนคนเดียว ควรถามตั้งแต่คืนแรก ไม่ใช่คืนสุดท้าย

18.จริงๆ ถ้าเรามีเวลาจำกัด เราไม่ต้องทำทุกกิจกรรมก็ได้นะ ตัดมันออกบ้างเหอะ (ตูเหนื่อย)

19.ถ้ารถที่เรานั่งเข็มไมล์ไม่ขยับ เป็นได้สองกรณี คือรถหยุด แต่ถ้าไม่เป็นอย่างแรก ก็คงเป็นเพราะว่ามันเสียไปแล้ว  อาราธนาพระเถอะ....

20.แต่ขับรถกลางคืนก็ดีอย่าง เราไม่รู้ว่าทางข้างหน้ามันชันมากหรือน้อย ทำให้เราสามารถขับได้โดยไม่กังวลเพราะความกังวลจะไปอยู่ที่คนนั่งมาด้วยแทนทั้งหมด

21.การเดินทางนานๆ บางที่ไม่ต้องเผื่อเอาหนังสือไปอ่านเล่นมากนักก็ได้ เพราะเอาเข้าจริงวันที่กลับมาบ้าน เราจะรู้ว่าเราไม่ได้มีเวลาอ่านได้ทุกเล่มขนาดนั้น หนักเปล่า T__T

22.สเต๊กฟาร์มโชคชัยอร่อยหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่แพงโคตรและกินแล้วบินไม่ได้ครับ รวมถึงกระหรี่ปั๊ปด้วยนะ

23.แต่สักครั้งในชีวิตที่ได้กินก็ดีกว่าไม่เคยได้กินนะครับ และควรกินให้หมดเหตุผลก็ตามข้อข้างบน

24.จะเนื้ออะไรที่เอามาทำสเต๊กก็ตาม เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันต่างกันตรงไหน คงต้องเกิดเป็นวัวซะก่อนล่ะมั้ง

25.สไตล์คนไทย สเต๊กถ้าไม่มีซอสมะเขือเทศมันก็ไม่ค่อยอร่อย แล้วทำไมไม่ทำมาให้มันอร่อยซะทีเดียวล่ะโว้ย จะได้ไม่ต้องเติมเพิ่ม ไม่เข้าใจจริงๆ

26.และไม่รู้เป็นอะไรเรามักเทซอสไม่ค่อยออกทุกทีเสียด้วย

27.กล้องถ่ายรูปมันมีหลายโหมด ลองหัดใช้ดูบ้างก็ดีนะ 

28.กล้องถ่ายภาพทำให้เราถ่ายรูปได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามันทำให้เราปรับยากกว่าเดิมมันคงผิดวัถตุประสงค์กล้อง หรือไม่ก็ตัวเราเองที่ไม่รู้ว่ามันมีโหมดแบบนั้นด้วย ยังไงก็แล้วแต่อ่านคู่มือมันมั่งเหอะ

29.กล้องถ่ายรูปเป็นชนวนเหตุโดนโกรธได้ ถ้าเผลอถ่ายรูปกับเด็กผู้หญิงเข้า 555

30.ตอนนั่งอยู่ในรถเราจะนึกอยากให้ถึงที่หมายเพื่อที่จะได้อาบน้ำทำธุระซะที แต่เมื่อถึงที่หมายเรากลับนั่งดูทีวี และลืมไปแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เราจะทำ ทุกครั้งจริงๆ

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลสนุกทั้งนั้นเลย การได้ออกไปเปิดหูเปิดตาลำบากนิดหน่อยถึงลำบากมาก ดีต่อสุขภาพกายและใจแน่นอนค่ะ และทั้งหมดไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีคนร่วมทางที่สนุกแน่นอน ^________^

ขอบ่นหน่อยเหอะ

posted on 29 Oct 2011 15:29 by trinyty  in DIARY

เสาร์นี้เป็นเสาร์ที่ไม่ต้องรีบตื่น

สามารถนอนกลิ้งเล่นกับตุ๊กตาที่ห้องได้

กอดซ้ายกอดขวา ไม่ต้องรีบกระดกตัววิ่งเข้าห้องน้ำกันอีกต่อไป

หลังจาก 2 อาทิตย์แรกของเดือนต้องตาลีตาลานมาทำงานช่วยคนอื่น

อีกอาทิตที่เหลือย์เป็นไข้ทั้งอาทิตย์ แถมเอาหน้าตาอันอิดโรยไปเฮฮาประสาคนเสียดายโอกาส"สนุก"

แล้วก็ต้องให้ไปนอนค้างที่บ้านคนอื่น เพื่อตาลีตาเหลือกลุกก่อนเจ้าของบ้าน

เสาร์นี้เลยเป็นอะไรที่วิเศษทีเดียว

(เดือนเดียวมีโอกาสแบบนี้แค่เสาร์เดียว น่าเศร้าเนอะชีวิตคนเมือง)

(แล้วอย่าเผลอหันไปมองข้างหลังเชียว ว่างานตัวเองยังไม่ได้เคลียร์เลย 55)

งานเข้าโบว์อีกแล้ววววว

 

 

แต่อย่างไรการทำงานไม่ทัน ดูเป็นเรื่องจ้อยทีเดียว

กว่าการลุ้นทุกครั้งที่ตื่น ว่าน้ำมาหรือยัง ท่วมชั้นหนึ่งไปเรียบร้อยแล้วหรือเปล่า

แต่เดี๋ยวนี้ชักจะชินซะแล้ว เพราะโดนปลุกด้วยเสียงว่า "น้ำมาแล้วๆ" ทุกวัน

จนคิดว่าถ้ามาจริง ตัวเองคงไม่ตื่นเต้นแล้วล่ะ อาจจะพูดว่า "มาแล้วเหรอ รอนานแล้วนะ" แทนก็ได้

 

เกือบ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานั่งทำงานไป หงุดหงิดไป

เพราะคนที่นั่งทำงานด้วยห่วงการไม่มีอาหารกักตุน

เมื่อเวลาน้ำมา มากกว่าการส่งงานไม่ทันตอนต้นเดือนนี้

(มันน่าห่วงพอกัน แต่น้ำยังไม่มา เข้าใจมั๊ย.)

ทั้งๆ ทีเค้าก็ประกาศแล้วว่ายังไม่มาแน่ๆ แต่...

พอใครได้ยินว่าเค้าผันน้ำเข้าคลองแสนแสบก็ตื่นเต้นทันที

คลองแสนแสบนั้นเป็นคลองยาวนะครับ ยาวมาก

ไม่ใช่แค่ต้นคลองที่แถวมหาลัยเท่านั้น อย่าตื่นตระหนกกันเกินไป

 

และแล้วการเตรียมเสบียงก็สำเร็จซะที

พร้อมกับการหมดเวลาที่งานจะเสร็จไปอีกวัน

ถามจริงเหอะ ถ้าน้ำท่วมมาถึงแถวนี้ ถูกตัดน้ำตัดไฟ

เรายังอยู่กันได้เหรอคะ

ถ้า ปู่ ย่า ตา ยาย เราก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่รับประกันเลย แค่ 2-3 วันก็จิตตกกันถ้วนหน้าแล้ว

 

เท่าที่ตัวเองทำไว้ก็คือ เก็บเอกสารสำคัญกับทรัพย์สินที่มีอยู่น้อยนิดรวมเข้าไว้ด้วยกัน

เผื่อเวลาที่ไม่สามารถจะอยู่ได้ ก็แค่หยิบติดมือไปเท่านั้น ของอื่นไม่ใช่เรื่องจำเป็นแล้ว

ข้าวปลา อาหาร และน้ำดื่ม เมืองไทยเรามีพอเพียงถ้าคนมีสติมากพอ โดยไม่ต้องทำการกักตุน

เราเองเคยอยู่แบบน้ำไม่ไหลมาเกือบอาทิตย์ แค่ต้องมีน้ำทำความสะอาดร่างกายให้พอ

ก็หงุดหงิดใจเป็นบ้าแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลยนะ

 

มีน้องที่นี่ซื้ออาหารตุนไว้ เพราะมีพวกไซโคน้ำจะมาแล้วๆ กันอยู่ทุกวัน

จนถึงวันนี้เสเบียงที่ตุนไว้หมดไปเรียบร้อย พร้อมกับเงินในกระเป๋าที่ปลิวออกไป

โดยยังไม่อยู่ในช่วงจำเป็นของชีวิตด้วยซ้ำ

ตกลงเราจัดการกันดีแล้วใช่ไหม? เตรียมพร้อมกันแล้วใช่ไหม?

 

เข้าใจไม่ได้จริงๆ

 

ที่น่าปวดใจที่สุดคือ พอคิดว่างานไม่ทันแล้ว ไม่ทำแล้ว 

กลับไม่บอกใคร รอจนถึงพฤหัสที่ผ่านมาถึงบอก

แต่คนทำยังทำอยู่ตั้งแต่วันจันทร์ อังคาร พุธ 

(เมืองไทยสัญญาณโทรศัพท์ถูกน้ำท่วมเจ้าค่ะ)

งานเดียว แต่ต้องขนทุกคนมาทำ

ตกลง ลูกน้องพี่มีความสามารถอะไรไหมคะ

นอกจากทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยากมากกว่าเดิม

 

ฐานข้อมูลที่ไม่เคยพิมพ์ไว้ ตัวอย่างที่ไม่รู้อยู่ไหน แค่ชื่อก็ผิดได้ทุกตัวอักษร (สติค่ะ สติ)

 

ตอนนี้พอมองย้อนไป แทบอยากกราบอาจารย์ตัวเองที่เคี่ยวเข็ญแกมขู่บังคับ

ว่ากลับมาต้องลงดาต้าให้เสร็จนะ ต้องส่งรายงานนะ (ทั้งที่ตูยังไม่หายเมื่อยขาเลยนะ)

เพราะนั่นทำให้เรารู้ว่า เราทำอะไรได้ไปถึงไหน มีอะไรที่เหลือที่ค้างอยู่เท่าไหร่

แม้ออกจะกวนใจมากกก ตอนต้องส่งท่านแบบเร่งด่วน ด่วนทุกครั้ง ไม่มีครั้งไหนไม่ด่วนเลย

เฮ้อ...  (แต่ก็เป็นเรื่องดีไปเลยล่ะ ถ้ามองตอนนี้)

 

แล้วพอเราเลิกกันที คำที่ได้มาคือ ไม่ให้ความร่วมมือ ...

แม้ๆๆๆ น่าจะปล่อยให้หัวหมุนคนเดียวทั้งสองอาทิตย์เนอะ

เลยกลายเป็นคนใจร้ายไม่มีน้ำใจโคตรๆ ไปเลย

(เลวได้ใจจริง ผู้หญิงคนนี้)

ขอเลวแล้วล่ะงานนี้

 

ทั้งที่บอกกันแล้วว่า งานนี้มีเวลาทำอาทิตย์เดียว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างฉุกละหุก

ไหวไหม ถ้าพี่ว่าไหว โบว์ทำได้ ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว คำณวนเวลาเรียบร้อย

งานแค่นี้จิ๊บๆ จะตายไป งานอื่นที่เคยทำหนักหนาสาหัสกว่านี้เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพี่ก็ไม่ทุ่ม ทุ่มแบบกั๊กๆ แบบไม่ปล่อยงานออกจากมือตัวเอง

ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่มีปัญญาจะทำได้ทัน

(ทำได้ทันนะ ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ อ่านภาษาไทยต้องแตกฉานกันบ้าง)

เห็นลังเลใจตั้งแต่วันที่เย้วๆ กันอยู่แล้ว ถ้าพี่ถอยตอนนั้น คงไม่ว่ากัน

แต่นี่จนถึงนาทีสุดท้ายแล้วมาบอก

คงไม่ว่ากันหรอก...

 

นอกจากโดดถีบสองขาคู่เท่านั้น

 

โบว์ว่าที่นี่ทำงานไม่เป็นมืออาชีพเลย

ใช่ฉันรวมอยู่ใน"ไม่มีออาชีพ"นั้นด้วย

แต่ทุกครั้ง ฉันอยากให้งานตัวเองมืออาชีพมากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด

การทำงานน่าจะสอนเราแบบนั้นนะ ถ้าน้อยกว่านี้ ไม่น่าจะใช่แล้ว

 

เวลาที่งานเร่ง ที่หัวหมุนมากมาย ที่มีหลายเรื่องเข้ามา และบางเรื่องทำไม่ทัน บ้างเรื่องต้องปล่อยทิ้ง

ฉันกลับคิดว่าฉันยังพอมีเวลาที่จะทำ

ฉันสอนใจตัวเองเสมอว่า

นักธุรกิจพันล้าน ไม่เคยไม่มีเวลาสำหรับงานเขาเลย

ทั้งๆ ที่คนระดับนั้นจะพูดก็ได้ แต่ถ้าเขาเริ่มพูดเมื่อไหร่ ธุรกิจทุกอย่างคงหยุดชะงักเท่านั้น

ในหลวงท่านทำงานไม่ได้หยุดเลย ทั้งๆ ที่ท่านไม่ทำก็ยังได้

อาสาสมัครที่ไม่ได้เงิน ไม่เคนอยากบอกตัวเองว่าพอแล้ว ทั้งๆ ที่เขามีเหตุผลพอที่จะบอกกับตัวเองเสมอ 

 

แต่ที่นี่ มีแต่คนที่บอกแบบนั้น บอกว่าไม่มีเวลา งานเยอะ ไม่ว่าง และไม่ว่าง

ไม่ทันไหร่ฝึกเป็นข้าราชการประจำซะแล้ว เฮ้อ...

 

รู้ว่าบันทึกนี้คงไม่มีใครทนอ่านจนจบ และก็ไม่อยากให้ใครต้องมานั่งทนอ่านด้วย

แต่ขอระบายกันบ้างงงงงงงง

แงแงแง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วาดเขียน...ความทรงจำ

posted on 31 Aug 2011 14:46 by trinyty  in DIARY

(จากการเอาการ์ตูนที่ตัวเองวาดเล่นลง FB เลยเกิดคำถามไว้ตอบตัวเอง)

จำได้ว่าเมื่อก่อนวิชากิจกรรม เลือกเป็นวาดเขียน ชอบมากเลย

1.ได้นอน 2.ได้เล่น แบบใครก็ว่าเราเต็มปากไม่ได้ แต่พอถึงคราวที่ต้องทำงาน

คิดงานนี่ซิพอตีโจทย์ไม่แตก ไม่อยากวาดโจทย์นี้ พอเจอครูที่ใจไม่กว้างพอ พาลจะเกลียดเอาเลยทีเดียว

แต่ก็ยังจำได้ ครูบอกว่า นี่ถ้ามันวาดตามสั่งเท่านั้น ก็จะให้มันได้เต็มอยู่แล้ว

นี่เล่นไม่ตามสั่งเลย ไม่รู้จะให้มันยังไง (haha)

 

ตอนนั้น 6 ปีที่เรียนมา ให้วาดแสงเงา ก็แสงเงาจริงแต่เป็นสี เป็นคนไปซะบ้าง

ภาพเหมือน ก็เหมือนของต้นไม้ซะงั้น เหมือนการ์ตูนซะงั้น

ภาพสี ก็สีขาวดำ หรือลายเส้นดินสอ haha (เข้าใจครูเลย พอมองตอนนี้)

และอีกหลายกหัวข้อที่ไม่เคยวาดตรงเลย คะเเนนเลยได้ต่ำเตี้ยติดดินตลอด haha

แต่ก็ครูคนเดียวกันนี้แหล่ะ ที่เดินมาบอกว่าป้ายนี้ถ้าไม่ใช้แล้ว ครูขอเอาไปให้รุ่นน้องดูนะ มันดูดี

haha ประเมินตัวเองไม่ถูกเลยคราวนี้ (ครูไม่รู้ว่าทั้งป้ายเราเป็นแค่คนคอยสั่ง 55)

 

แต่พอวาดเพื่อเล่น อะไรก็ได้ตามเรื่องตามราว ประมาณเอาไปทำป้าย กีฬา พาเหรด นี่โคตรชอบเลย

ได้เลอะแล้วมรึง 55 แต่ก็วาดไม่ดี เพราะดันไม่ฝึกฝีมือให้ดีตั้งแต่แรก มัวแหกคอกอยู่ (haha)

จนเผลอคิดเอาด้วยซ้ำว่าเอาดีทางนี้ดีไหมวะ แต่พอมานั่งนึกดีๆ ที่ชอบไม่ได้ชอบที่จะวาด

แต่ชอบบรรยากาศทำงานตอนนั้นมากกว่า มันไม่กั๊กเลย ใครมีอะไรปล่อยออกเต็มที่เลย

ติกันด่ากันเต็มที่ ไม่มีอคติเลย มีแค่อย่างเดียวคืออยากให้มันดีที่สุดจริงๆ

 

วาดใบไม้อยู่ เพื่อนเดินมาดู เฮ้ย เพิ่มแบบนี้เข้าไปไหม เราก็บอก เออลองดูดิ

มันก็บอกจะดีเหรอวะ เราก็ว่า เอาเหอะ ไม่ดีก็ทำใหม่ไม่ยากหรอกแก

(ไม่กลัวเลยว่างานที่รับเขามาจะเสร็จไม่ทันนะมรึง)

เพื่อนก็ลอง พอเห็น เราก็บอกมันว่า เฮ้ยดีว่ะ งั้นมรึงเพิ่มแบบนี้อีกเลยนะ

(ใช้มันซะงั้น โทษฐานไอเดียดีกว่า เอาให้คุ้ม)

มันก็ เอาใช่ไหม เออได้ๆ อีกคนทำอยู่เดินไปดู เฮ้ยกูว่าขาดนะมรึง เพิ่มแบบนี้ดีป่ะ กูลองได้ป่ะ

มันก็บอกว่าไหนทำให้ดูดิ พอลองมันก็บอกว่า เออๆ ดีๆ เด๋วกูเพิ่มลงไปเลย

 

พอมีใครผ่านไปผ่านมาก็มาช่วยกันติ ช่วยกันแก้ พอสักพักมันเริ่มสนุก 

ชื้นไหนเสีย  ก็ตะโกนดังๆ ทำใหม่เว้ยๆ ไม่เสร็จไม่กลับเว้ย!!

(ตอนนั้นน่าจะมีหลายคนคิดว่า ใครจะอยู่กับมรึง) (haha)

ใครแวะผ่านมาก็กลายเป็นมานั่งละเลงสีไปด้วยทั้งหมด ขนาดครูผ่านมา ยังมาดูแถมออกไอเดียกันสนุกไปอีก

ต้นไม้ไม่เหมือนเลยนะ เราก็ว่า แก้ไงล่ะจาร จารทำให้ดูหน่อยดิ พอครูทำเราก็มองอยู่

ก็คิดว่า เออเจ๋งว่ะ ก็บอกแกไป ทำทั้งหมดได้มะ แกก็ว่า ได้ เอาซิแต่ทำเองนะ (ตอนนั้นกะใช้ครูซะหน่อย 55)

ก็แก้ก็ลองตามที่แนะต่อไปอีก สุดท้าย เหนื่อย !!!

จนต้องยอมปล่อยงานอกจากมือ แล้วก็มานั่งขำกัน นี่งานวันเดียวเล่นกูซะเหนื่อยขนาดนี้เลยเหรอวะ 555 

 

วันนั้นทั้งวันเราต่างให้และรับกันเยอะมาก

แชร์สมองกันเยอะมาก (แต่เราว่าเราได้มากที่สุด 55 ได้ทั้งเทคนิค ได้ทั้งหัวเราะ 55)

ยิ่งตัวเองไม่หวงงาน ถามมรึงว่าไง มรึงเอาไง ก็ยิ่งสนุก เพราะอีกฝ่ายรู้ว่าเราฟังได้ (และเราก็ด่าได้ haha)

พอให้ออกไอเดียก็พร่างพรูออกมาเลย ไม่สนว่าทำได้จริงหรือแค่ความฝัน

(เพราะความฝันนี่แหล่ะมันถึงสนุก ถ้าเราทำได้จริงๆ 55)

ชอบที่เราทำงานได้ไม่กั๊ก ไม่มีคำว่า ก็ดี เอางั้นก็ได้ แล้วแต่แก อืมฯ

ไม่มีเลย เพราะกะเอาให้ดีแบบทุกฝ่ายพอใจไปเลย

(ไม่พอใจกูกับมรึงจะแก้ให้ จนกว่าจะหาที่พอใจเจอ 55)

(เด๋วนี้บางครั้งก็อยากใช้วิธีนี้อยู่ แต่ก็ต้องดูก่อน ไอ้หน้าที่ร่วมงานกัน แม่งอยากทำแค่ไหน)

แต่การทำงานแบบนี้เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว อีโก้มันสูง งานเด๋วนี้ต้องการแต่ที่หนึ่ง

งานออกมาหน้าต้องดูดี แต่คนเตรียมงาน ทำงาน เครียด!! จนต้องกินยากันเป็นกระปุก

ไม่สนุกไปกับงานที่เตรียมเลย พอเสร็จงานมีแต่คิด เสร็จๆ สักที  เฮ้อ...

 

ยิ่งงานวิชาการ นี่ตัวดีเลย เพิ่มอัตตากับความเครียดจนทะลุปรอทได้

ตัวเราจะใหญ่ยิ่งกว่าพรหมซะอีก (จะบอกว่ายักษ์ แต่ก็ยังมีที่ใหญ่กว่า haha) เพราะเราจะมองตัวเอง ปกป้องตัวเอง

กลัวเขาจะว่า กลัวเขาจะติ เพราะอคติ เพราะอยากอวด เพราะกระแนะกระแหน เราก็เลยต้องทำเขาเองซะก่อน

555

ทั้งที่บางทีเราก็ลืมดูเหตุปัยจัยเขาด้วยเหมือนกัน 

ชอบนะเวลามีคนติ แต่คนติที่ดีนั้นต้องบอกให้ได้ด้วยว่าจะแก้ยังไง

ทำได้ไม่ได้ ไม่ได้แล้วเป็นไง ได้แล้วเป็นไง

เราชอบเป็นคนติ แต่ความรู้และการมองโลกเท่าหางอึ่ง

เลยได้แต่ว่า แต่ปรับแก้ให้ดีขึ้นไม่ได้..

 

 

แต่แน่นอนไอ้พวกที่ทำลวกๆ มีแน่ ไม่เอาใจใส่งาน ไม่รักในงาน มีแน่

อย่างน้อยตรงนี้ก็คนหนึ่ง แฮ่...

 

 

ทั้งหมดก็เป็นความทรงจำ เป็นเหตุผลนึงที่คิดว่าตัวเองยังไม่เหมาะกับทางศิลป์จริงๆ

(หรือว่าไม่เหมาะทั้งวิทย์ทั้งศิลป์ 555)